องค์ความรู้ด้านเหรียญ
ข้อมูลเหรียญ
เหรียญกษาปณ์ที่ระลึกครบ 50 ปี สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ |
|
|
| วันอังคารที่ 19 มิถุนายน 2012 เวลา 21:18 น. |
|
โครงการจัดตั้งสภาวิจัยแห่งชาติ เริ่มมีมาตั้งแต่ ปี พ.ศ.2477 แต่ได้มีเหตุหยุดชะงักไปจนกระทั่งปี พ.ศ.2499 ดร.จ่าง รัตนะรัต อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์ ขณะนั้น ได้รวบรวมและร่างโครงการเพื่อเสนอต่อรัฐบาลอีกครั้ง และรัฐบาลได้ตระหนักในความสำคัญของการวิจัย จึงได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติสภาวิจัยแห่งชาติ ฉบับแรกขึ้น เมื่อ พ.ศ.2499 โดยเหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ว่า “โดยที่ความเจริญก้าวหน้าของโลกในปัจจุบันนี้ย่อมต้องอาศัยการวิจัยทางวิทยาศาสตร์เป็นมูลฐาน งานทุกอย่างจึงจะพัฒนาการไปได้ด้วยความมั่นคง ฉะนั้น จึงสมควรให้มีการจัดตั้งสภาวิจัยแห่งชาติขึ้น” ตั้งสำนักงานเลขาธิการสภาวิจัยแห่งชาติขึ้นที่กรมวิทยาศาสตร์เป็นการชั่วคราวและกำหนดสาขาวิชาการที่จะวิจัยไว้เฉพาะด้านวิทยาศาสตร์โดยแบ่งออกเป็น 6 สาขา ได้แก่ สาขาวิทยาศาสตร์กายภาพและคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์การแพทย์ เคมีและเภสัชวิทยาศาสตร์ชีวภาพ เกษตรศาสตร์และวนศาสตร์ และสาขาวิศวกรรมศาสตร์และอุตสาหกรรม ในปี พ.ศ. 2502 รัฐบาลโดย ฯพณฯ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรี ได้เห็นว่าการที่จะพัฒนาประเทศให้เจริญรวดเร็วและสมบูรณ์จริง ๆ จะต้องเร่งรัดพัฒนาทุกด้าน โดยเฉพาะประเทศที่กำลังพัฒนาเช่นประเทศไทยจะต้องอาศัยวิชาการทางด้านสังคมซึ่งเกี่ยวกับชีวิตจิตใจประเพณีนิยม และความคิดเห็นต่าง ๆ เพื่อเป็นพื้นฐานที่จะวางนโยบายพัฒนาประเทศเสียก่อน จึงจะยกระดับทางวัตถุหรือวิทยาศาสตร์ให้ได้ผลแท้จริงต่อไป และได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติสภาวิจัยแห่งชาติ พ.ศ. 2502 แทนพระราชบัญญัติสภาวิจัยแห่งชาติ พ.ศ. 2499 พร้อมทั้งจัดระบบงานและองค์ประกอบของสภาวิจัยแห่งชาติใหม่โดยให้มี“สำนักงานสภาวิจัยแห่งชาติ” ปฏิบัติงานให้กับสภาวิจัยแห่งชาติและเป็นหน่วยงานในสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2502 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ทำหน้าที่เป็นองค์กรกลางเกี่ยวกับการวิจัยของประเทศ ในปี พ.ศ. 2507 ได้มีการปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติสภาวิจัยแห่งชาติและประกาศใช้พระราชบัญญัติสภาวิจัยแห่งชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2507 ซึ่งเป็นพระราชบัญญัติที่แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติสภาวิจัยแห่งชาติ พ.ศ.2502 เพื่อกำหนดหน้าที่ของสภาวิจัยแห่งชาติและสำนักงานสภาวิจัยแห่งชาติให้เหมาะสมยิ่งขึ้น ในปี พ.ศ. 2515 ได้มีประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 315 ลงวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2515 แก้ไขพระราชบัญญัติสภาวิจัยแห่งชาติ พ.ศ. 2507 โดยมีการเปลี่ยนชื่อ “สำนักงานสภาวิจัยแห่งชาติ” เป็น “สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ”
ในปี พ.ศ. 2522 ได้เสนอให้มีการจัดตั้งกระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม ต่อมาได้มีการจัดโอนสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ ได้โอนไปอยู่ในสังกัดกระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและการพลังงานมีฐานะเป็นกระทรวง (ภายหลังได้เปลี่ยนชื่อเป็น “กระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม” เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2535)
ในปี พ.ศ. 2543 สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ ได้โอนไปอยู่ในบังคับบัญชาของนายกรัฐมนตรี โดยมีฐานะเป็นกรม ไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวง หรือทบวง ด้วยเหตุผลที่ว่าเพื่อให้สำนักงานฯ ได้มีบทบาทเป็นหน่วยงานกลางในการทำหน้าที่เสนอแนะนโยบายและแผนการวิจัยทั้งด้านวิทยาศาสตร์และสังคมศาสตร์ได้อย่างแท้จริงตามกฎหมายว่าด้วยสภาวิจัยแห่งชาติ รวมทั้งสามารถให้คำปรึกษารัฐบาลเกี่ยวกับกิจกรรมต่าง ๆ เกี่ยวกับการวิจัยได้โดยรวดเร็วและทันต่อเหตุการณ์ อีกทั้งเพื่อให้สำนักงานฯ ได้อยู่ในสายการบังคับบัญชาเดียว คือ ขึ้นตรงกับประธานสภาวิจัยแห่งชาติ (นายกรัฐมนตรี) ซึ่งตามพระราชบัญญัติสภาวิจัยแห่งชาติได้ระบุให้มีอำนาจหน้าที่ในการกำหนดนโยบายการทำงานของสำนักงานฯ อยู่แล้ว ต่อมาเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2545 รัฐบาลได้ประกาศใช้กฎหมายเกี่ยวกับการปฏิรูประบบราชการ คือ พระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545 ซึ่งในหมวด 21 ได้กำหนดให้สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติเป็นส่วนราชการไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวง หรือทบวง มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการวิจัยและอำนาจหน้าที่ตามที่กำหนดไว้ในกฎหมาย และมีฐานะเป็นกรม อยู่ในบังคับบัญชาของนายกรัฐมนตรี ซึ่งได้มอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรี กำกับการบริหารราชการ และสั่งและปฏิบัติราชการสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติแทน ในโอกาสครบ 50 ปี ของสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ วันที่ 28 ตุลาคม 2552 สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ ได้ขอความร่วมมือกรมธนารักษ์ กระทรวงการคลังให้จัดทำเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกเพื่อเป็นที่ระลึกและเผยแพร่ประวัติความเป็นมาของสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ โดยมีรายละเอียด ดังนี้ ผลิตชนิด เหรียญกษาปณ์โลหะสองสี (สีขาวและสีทอง) ชนิดราคา 10 บาท ประเภทธรรมดา ลักษณะ เป็นเหรียญกษาปณ์กลม วงขอบนอกมีเฟืองจักรสลับเรียบ ลวดลาย ด้านหน้า กลางเหรียญมีพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงผินพระพักตร์ทางเบื้องขวา ทรงฉลองพระองค์สากล ภายในวงขอบเหรียญเบื้องบนมีข้อความว่า “พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช” เบื้องล่างมีข้อความว่า “รัชกาลที่ ๙” โดยมีลายไทยประดิษฐ์คั่นระหว่างข้อความเบื้องบนและเบื้องล่างทั้งสองข้าง ด้านหลัง กลางเหรียญมีภาพนิวเคลียสล้อมรอบด้วยอิเล็กตรอน โดยมีภาพธรรมจักรล้อมรอบ เบื้องล่างภาพธรรมจักรมีข้อความบอกราคาว่า “๑๐ บาท” ภายในวงขอบเหรียญเบื้องบนมีข้อความว่า “ครบ ๕๐ ปี สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ ๒๘ ตุลาคม ๒๕๕๒”เบื้องล่างมีข้อความว่า “ประเทศไทย” โดยมีจุดกลมคั่นระหว่างข้อความเบื้องบนและเบื้องล่างทั้งสองข้าง ส่วนผสม โลหะสีขาว (วงนอก) มีส่วนผสมของ นิกเกิลร้อยละ ๒๕ ทองแดงร้อยละ ๗๕ โลหะสีทอง (วงใน) มีส่วนผสมของ ทองแดงร้อยละ ๙๒ นิกเกิลร้อยละ ๒ อลูมิเนียมร้อยละ ๖ น้ำหนัก หนักเหรียญละ ๘.๕ กรัม ขนาด เส้นผ่าศูนย์กลาง ๒๖ มิลลิเมตร จำนวนผลิต ไม่เกิน ๓,๐๐๐,๐๐๐ เหรียญ กำหนดออกใช้ จะเริ่มนำออกใช้ต่อเมื่อกฎกระทรวงมีผลใช้บังคับเป็นกฎหมายแล้ว การจ่ายแลก กรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง ได้กำหนดราคาจ่ายแลกของเหรียญกษาปณ์ที่ระลึก ดังกล่าวไว้ ราคาเหรียญละ ๑๐ บาท กำหนดจ่ายแลก ขณะนี้ยังไม่มีกำหนดจ่ายแลก แหล่งข้อมูลและขอขอบคุณ - เดือนฉาย เอกศาสตร์ - โครงการจัดทำเหรียญกษาปณ์ที่ระลึก ครบ 50 ปี สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติของกรมธนารักษ์ - ประวัติความเป็นมาสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ National Research Council of Thailand - ฝ่ายประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ http://www.nrct.net/ |
| แก้ไขล่าสุด ใน วันจันทร์ที่ 08 ตุลาคม 2012 เวลา 14:52 น. |




